วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 9 E-government


บทที่ 9  E-government

ความหมาย e-government
e-government หรือรัฐอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยหลักการที่เป็นแนวทาง 4 ประการคือ
 1.สร้างบริการตามความต้องการของประชาชน
 2.ทําให้รัฐและการบริการของรัฐเข้าถึงได้มากขึ้น
 3.เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยทั่วกัน

 4.มีการใช้สารสนเทศที่ดีกว่าเดิม

E-government  คือ วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภาครัฐ ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน



หลัก e-Government จะเป็ นแบบ G2G G2B และ G2C 
ระบบต้องมีความมันคงปลอดภัยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐประชาชนอุ่นใจในการรับบริการและชําระเงินค่าบริการ ธุรกิจก็สามารถดําเนินการค้าขายกับหน่วยงานของรัฐด้วยความราบรื่น อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สําคัญในการให้บริการตามแนวทางรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

1. รัฐกับประชาชน (G2C)
เป็นการให้บริการของรัฐสู่ประชาชนโดยตรง โดยที่บริการดังกล่าวประชาชนจะสามารถดําเนินธุรกรรมโดยผ่านเครือข่ายสารสนเทศของรัฐ เช่น การชําระภาษี การจดทะเบียน การจ่ายค่าปรับ การรับฟัความคิดเห็นของประชาชน การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนประชาชนกับผู้ลงคะแนนเสียงและการค้นหาข้อมูลของรัฐที่ดําเนินการให้บริการข้อมูลผานเว็บไซต์ เป็นต้น โดยที่การดําเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้องเป็นการทํางานแบบ Online และ Real Time มีการรับรองและการโต้ตอบที่มีปฏิสัมพันธ์

2. รัฐกับเอกชน (G2B)
เป็นการให้บริการขภาคธุรกิจเอกชน โดยที่รัฐจะอํานวยความสะดวกต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันกันโดยความเร็วสูง มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เช่น การจดทะเบียนทางการค้า การลงทุน และการส่งเสริมการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกและนําเข้า การชําระภาษี และการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก

3. รัฐกับรัฐ (G2G)
เป็นรูปแบบการทํางานที่เปลี่ยนแปลงไปมากของหน่วยราชการที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยกระดาษและลายเซ็นต์ในระบบเดิมในระบบราชการเดิม จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้ระบบเครือข่ายสารสนเทศ และ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอยางเป็นทางการเพื่อเพิ่มความเร็วในการดําเนินการ (Economy of Speed) ลดระยะเวลาในการส่งเอกสารและข้อมูล
ระหว่างกันนอกจากนั้นยังเป็นการบูรณาการการให้บริการระหวางหน่วยงานภาครัฐโดยการใช้การเชื่อมต่อโครงข่ายสารสนเทศ

4. รัฐกับข้าราชการและพนักงานของรัฐ (G2E)
เป็นการให้บริการที่จําเป็นของพนักงานของรัฐ (Employee) กับรัฐบาลโดยที่จะสร้างระบบเพื่อช่วยให้เกิดเครื่องมือที่จําเป็่นในการปฏิบัติงานและการดํารงชีวิต เช่น ระบบสวัสดิการ ระบบที่ปรึกษาทางกฎหมาย และข้อบังคับในการปฏิบัติราชการ ระบบการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 8 E-marketing


บทที่ 8 E-marketing

E-Marketing ย่อมาจากคําว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์
หมายถึงการดําเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและ
สะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ
ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด


E-Marketing Plan
วัตถุประสงค์ของโครงสร้างการทําE-marketing Plan เพื่อ
-Cost reduction and value chain efficiencies
-Revenue generation
-Channel partnership.
-Communications and branding





E-marketing planning
-การวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดของกลยุทธ์การทําe –business 
-the SOSTAC™frameworkdeveloped by Paul Smith(1999) ซี่งสามารถสรุปขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
ได้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
Situation –where are we now?
Objectives –where do we want to be?
Strategy –how do we get there?
Tactics –how exactly do we get there?
Action –what is our plan?
Control –did we get there?



ข้อดีของE-Marketing เมื่อเทียบกับสื่ออื่น
1.เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้ าหมายมากกว่า800 ล้านคน225 ประเทศ104 ภาษา
2.สามารถวัดผลได้แม่นยํากว่าสื่ออื่น
3.ราคาลงโฆษณาถูกกว่าเมื่อเทียบกับสื่ออื่น
4.จํานวนผู้ใช้สื่อนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5.คุณภาพของผู้ใช้มีมากกว่าสื่ออื่น

เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โมเดล
Click & Clickข้อดี
-ต้นทุนต่ำ ใช้คนน้อย (คนเดียวก็ทําได้)
-เริ่มต้นได้ง่าย
-เปิดกว้างมากกว่า
-ไม่ต้องมีความชํานาญมาก ก็เริ่มทําได้
ข้อเสีย
-ขาดความชํานาญ
-สร้างฐานลูกค้าใหม่
-รองรับลูกค้า Online ได้อย่างเดียว
-ความน่าเชื่อถือน้อย
Click & Mortarข้อดี
-มีความเชี่ยวชาญ
-มีลูกค้าอยู่แล้ว
-น่าเชื่อถือ
-รองรับลูกค้าได้ online และOffline
ข้อเสีย
-ต้นทุนสูง ใช้คนมาก
-ใช้เวลาในการจัดทํา
-การทํางานต้องยึดติดกับบริษัท

การเริ่มต้นการตลาดออนไลน์
1.กําหนดเป้าหมาย
2.ศึกษาคู่แข่ง
3.สร้างพันธมิตร
4.ติดตั้งอุปกรณ์ที่จําเป็น
5.ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์
วิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์-Online
-จัดทําโฆษณาแบนเนอร์โฆษณาตามเว็บไซต์กลุ่มเป้าหมาย
-แลกลิงค์กับเว็บอื่นๆ (เขียนเมล์ไปขอ) –Barter Banner
-ทํา Code สําหรับแจก-แลก Banner (ทํา Banner หลายๆ ขนาด)

รูปแบบของSearch Engine
-Natural Search EngineOptimization (SEO)
-Paid Search Advertising (Pay Per Click Advertising)
Paid Search Advertising
           เป็นการโฆษณาแบบ จ่ายเงินเพื่อทําให้เว็บของคุณ แสดงเมื่อมีการค้นหาใน Key Wordที่คุณกําหนดไว้

E-Mail Marketing การตลาดผ่านอีเมล์
1.สร้าง Mail Marketing ของตัวเอง
2.ไปยืมรายชื่อคนอื่นๆส่งBlanketMail.com, Briefme.com, Colonize.com, MailCreations.com,TargetMails.com
3.ยิงมั่ว หรือ SPAM
4.ไปดูด Email จากแหล่งต่างwebsite, search engines, whois database,Raid Marketing (การตลาดแบบจู่โจม)
ใช้คนเป็นจํานวนมากในการเข้าไป “สร้างกระแส” ตามแหล่งต่างๆ ที่มีคนเยอะ
-chat rooms, forums, discussion groups etc around the world
-ใช้ความเป็น “ส่วนตัว” เข้าไปสร้างกระแสสังคมใน Virtual Community

วิธีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์
-Online
ลงทะเบียนใน Web Directory, Search Engine
-ไปเขียนบทความที่อื่นๆ แล้วทํา link กลับมา
-มีบริการทดลองใช้ฟรี หรือ มีการรับรองผล
-แจ้งผู้เข้าเยี่ยมชมเมื่อ เว็บปรับปรุงใหม่
-ให้ดาวน์โหลด ฟรี.!
-ไปลงชื่อใน guest book ของเว็บอื่นๆ
-สร้างสิสันในเทศกาลต่างๆ ในเว็บไซต์

รูปแบบรายได้จากการทำเว็บไซต์
1.ขายโฆษณาออนไลน์
2.ขายสินค้า E-Commerce
3.ขายบริการหรือสมาชิก
4.ขายข้อมูล (Content)
5.การจัดกิจกรรมงาน
6.การให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ
7.การรับพัฒนาเว็บไซต์

6 Cs กับความสําเร็จของการทําเว็บ
1.Content(ข้อมูล)
2.Community(ชุมชน,สังคม)
3.Commerce(การค้าขาย)
4.Customization(การปรับให้เหมาะสม)
5.Communication, Channel (การสือสารและช่องทาง)
6.Convenience(ความสะดวกสบาย)


บทที่ 7 Supply Chain Management


บทที่ 7 Supply Chain Management

ระบบที่จัดการการบริหารและเชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ suppliers, manufacturers, distributors เพื่อส่งมอบ
สินค้าหรือบริการให้ลูกค้าโดยมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูล วัตถุดิบ สินค้าและบริการ เงินทุน รวมถึงการส่งมอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลาและความต้องการ



ขั้นตอนวิวัฒนาการไปสู่ระบบการจัดการซัพพลายเซน
การกําเนิดระบบการบริหารซัพพลายเช่นกล่าวกันว่ามีต้นแบบมาจากการส่งลําเลียงเสบียงอาหารและอาวุธยุโธปกรณ์ตามระบบส่งกําลังบํารุงของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามที่ต้องการความ
มันใจว่าอาวุธและเสบียงอาหารจะต้องจัดส่งให้เพียงพอกับความต้องการและไปยังสถานที่ที่กําหนด
อย่างถูกต้องตรงเวลา เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด จึงจําเป็นต้องอาศัยการวางแผนจัดลําดับก่อนหลังและรักษาประสิทธิภาพในการสื่อสารที่รวดเร็วและแม่นยํา


ระยะที่ 1 องค์กรในรูปแบบพื้นฐาน (The Baseline Organization)

เป็นรูปแบบการบริหารจัดการแบบดั่งเดิมที่ต้องการสร้างผลกําไรสูงสุดขององค์กร โดยเน้นความชํานาญในการทํางานของแต่ละแผนก/ฝ่ายซึ่งองค์กรในรูปแบบนี้ อาจไม่สามารถปรับแผนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดของผู้บริโภคเนื่องจากแต่ละแผนก/ฝ่ ายต่างทํางานเป็นอิสระต่อกันไม่เกี่ยวกัน

ระยะที่ 2 องค์กรที่รวมหน้าที่ทางธุรกิจเข้าด้วยกัน (The Functionally Integrated Company)

ในระยะนี องค์กรจะเริ่มจัดตั้งเป็นบริษัท โดยในองค์กรได้มีการรวบรวมหน้าที่/ลักษณะงานที่เป็นประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไว้ในกลุ่มงาน/ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งจะไม่มีแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบออกจากกันอย่างเด็ดขาดเหมือนระยะแรก เช่น ฝ่ายจัดการวัตถุดิบมีหน้าที่จัดซื อ จัดสรร ควบคุมการใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ฝ่ายการผลิตมีหน้าที่วางแผนการผลิต และควบคุมคุณภาพการผลิต และฝ่ายขายมีหน้าที่ว่างแผนการตลาดและขายสินค้า เป็นต้น

ระยะที่ 3 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายในธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Internally Integrated Company)

ในระยะนี้ องค์กรมีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างองค์กรของตนอย่างต่อเนื่องจากระยะที่ 2 โดยฝ่ายต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทําให้มีการติดต่อประสานงานเชื่อมโนงระหว่างฝ่ายงานมากขึ้น การทํางานจึงมีความต่อเนื่องกันเหมือนห่วงโซ่ นอกจากนั นกิจกรรมการผลิตบางอย่างยังสามารถที่จะใชทรัพยากรร่วมกันภายในองค์กรได้ด้วย ซึ่งเป็ นการช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง

ระยะที่ 4 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายนอกธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Externally Integrated Company)
ระยะนี้เป็นระยะที่บริษัทก้าวเข้าสู่รูปแบบการบริหารแบบซัพพลายเชนอย่างเต็มตัว โดยบริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารแบบซัพพลายเชนภายในบริษัทของตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว และเริ่มหันมาให้ความสําคัญกับกลยุทธ์การบริหารลูกโซ่อุปทานภายนอก โดยเข้าไปทํางานร่วมกับซัพพลายเออร์ในลักษณะที่เป็นเครือข่ายการทํางานเดียวกัน เพื'อควบคุมคุณภาพการผลิตวัตถุดิบ คุณลักษณะของวัตถุดิบและวิธีการผลิตวัตถุดิบในโรงงานของซัพพลายเออร์และในบางกรณีบริษัทผู้ผลิตอาจเปิดโอกาสซัพพลายเออร์เข้ามาเปิดสถานี หรือโรงงานย่อย เพื่อนําส่งวัตถุดิบให้กับริษัทได้อย่างสะดวก รวดเร็วและประหยัดต้นทุน


การบริหารจัดการซัพพลายเชน พิจารณาความสามารถในการประสานระบบงานระหว่างองค์กรใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการระหว่างกลุ่ม suppliers (Supply-management interface capabilities)
2. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า (Demand-management interface capabilities)
3. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการสารสนเทศ (Information management capabilities)


ปัญหาของการจัดการซัพพลายเชน
1. ปัญหาจากการพยากรณ์
2. ปัญหาในกระบวนการผลิต
3. ปัญหาด้านคุณภาพ
4. ปัญหาในการส่งมอบสินค้า
5. ปัญหาด้านสารสนเทศ
6. ปัญหาจากลูกค้า

Bullwhip Effect 
คือปัญหาที่เกิดจากวามแปรปรวนเล็กของความต้องการถูกนำมาขยาย เมื่อส่งข้อมูลกลับต้นทาง



ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) 
ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือในบางครั้งเรียกว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)  เป็นการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทางธุรกิจและการดําเนินงานระหว่างธุรกิจกับธุรกิจและระหว่างบุคคลกับธุรกิจ ในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) จะมีการทําธุรกรรมผ่านสื่อต่างๆ ทางอิเล็กส์ทรอนิกส์ เช่น การสั่งซื อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

การใช้บาร์โค้ด (Bar code)

 บาร์โค้ดหรือรหัสแท่ง เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในรูปของแท่งบาร์ โดยจะประกอบไปด้วยบาร์ที่มีสีเข้มและช่องว่างสีอ่อน ซึ่งบาร์เหล่านี้ จะเป็นตัวแทนของตัวเลขและตัวอักษร สามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง Scanner  บาร์โค้ดจึงทําหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ของสินค้า อาทิ หมายเลขของสินค้า ครั้งที่ทําการผลิต เลขหมายเรียงลําดับกล่องเพื่อการขนส่ง ปริมาณสินค้าที่ผลิต รวมถึงตําแหน่งผู้รับสินค้า เป็นต้น เพื่อให้สามารถควบคุมการหมุนเวียนของสินค้าโดยรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับ การจัดเก็บและการจ่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบันและที่สําคัญการติดบาร์โค้ดถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการจัดการซัพพลายเชน ลดระยะเวลาและความซํ าซ้อนในการทํางาน



การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI : Electronic Data Interchange) 
เป็นเทคโนโลยีอีกประการหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการซัพพลายเชน เป็นระบบถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในรูปสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยรูปแบบข่าวสารข้อมูลนั้นจะมีการจัดรูปแบบและมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ เรียกว่า EDI Message ผ่านเครือข่ายการสื่อสาร (Telecommunication Network) ทําให้เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทํางาน


การใช้ซอฟแวร์ Application SCM 
การนําซอฟแวร์มาพัฒนาและประยุกต์ใช้งานในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นซอฟแวร์ที่จัดเป็นระบบศูนย์กลางขององค์กรทั้ งหมด ทําหน้าที่ประสานงานหลักๆ ในด้านต่างๆ เช่น การเงิน การผลิต และการจัดคลังสินค้า
        Advance Planning and Scheduling จัดสร้างแผนการผลิตและจัดตารางเวลาโรงงานการผลิต ใช้เงื่อนไขข้อจํากัดและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจในการปรับตารางให้ดีที่สุด
       Inventory Planning วางแผนคลังสินค้าที่จําเป็นในแต่ละจุดเพื่อกระจายการจัดส่ง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด
       Customer Asset Management ใช้สําหรับจัดระบบการสื่อสารโต้ตอบกับลูกค้ารวมทั้งระบบขายอัตโนมัติและการให้บริการลูกค้า เป็นต้น
       ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตระบบ ERP หลักๆ มีอยู่ 5 รายด้วยกัน คือ SAP, ORACLE, Peoplesoft, J.D. Edwards และ Baan




ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) 
เป็นเทคโนโลยีบริหารกระบวนการธุรกิจโดยเฉพาะการเชื่อมโยง SCM โดยเน้นการบูรณาการกระบวนการหลักของธุรกิจเพื่อสนับสนุนการดําเนินธุรกรรมประจําวัน และยังสนับสนุนกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)

ระบบ CRM (Customer Relationship Management) 
เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่องค์กรนํามาใช้เพื่อบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้ากับองค์กรตลอดวงจรชีวิตการเป็นลูกค้า ได้แก่ การตลาด การขาย การให้บริการ และการสนับสนุน โดยใช้ทรัพยากรด้านสารสนเทศ กระบวนการ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเน้นการสร้างประสานสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ demain chain management  ผ่านการจัดโปรแกรมเพื่อจูงใจลูกค้า เช่น การสะสมคะแนน การให้บริการตอบคําถาม (call center)  การให้สิทธิประโยชน์ หรือส่วนลดต่างๆ เป็นต้น



วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 6 Supply chain management

บทที่ 6
Supply chain management

Supply Chain Management 
- การจัดการกลุ่มของกิจกรรมงาน กล่าวคือ ตั้ งแต่การรับวัตถุดิบมาจาก Supplies แล้วเปลี่ยนวัตถุดิบนั้นให้เป็นสินค้าขั้นกลาง และสินค้าขั้ นสุดท้าย จนกระทังจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า  


- สิ่งที่จะทําให้เข้าใจถึงหน้าที่ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั้น เราจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ
         วัตถุดิบ (Materials)
         สารสนเทศ (Information)


- ปัญหาคือความสนใจที่แตกต่างกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น
         ลูกค้ามักต้องการสินค้าที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบและมีราคาถูก
         พนักงานในสายการผลิตอยากรู้คําสังที่ถูกต้อง
         ฝ่ายจัดซื้อต้องการได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีคุณภาพ
         ผู้จําหน่ายวัตถุดิบต้องการคําสั่งซื้อที่ถูกต้องเพื่อจะได้จัดส่งได้ถูกต้อง
         ผู้จัดการต้องการรายงานที่ถูกต้อง





ประโยชน์ของการทํา SCM
         การเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและสารสนเทศเป็นไปอย่างราบรื่น
         ปรับปรุงระดับของสินค้าคงเหลือ
         เพิ่มความเร็วได้มากขึ้ น
         ขจัดความสิ้ นเปลืองหรือความสูญเปล่าต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจให้หมดไปได้
         ลดต้นทุนในกิจกรรมต่างๆ ได้
         ปรับปรุงการบริการลูกค้า

การบูรณาการในห่วงโซ่อุปทาน LOGO (Supply Chain Integration)
         การบูรณาการกระบวนการภายในทางธุรกิจให้เป็นแบบไร้รอยตะเข็บ ไร้ความสูญเสีย และมีความยืดหยุน ใช้นโยบายการทํางานแบบข้ามสายงาน ลด กระบวนการและขั้นตอนการทํางานที่ไม่จําเป็น
         การบูรณาการกับกระบวนการภายนอกนั้นคือบูรณาการกับกระบวนการของลูกค้าที่สําคัญและผู้จัดหาวัตถุดิบที่สําคัญให้เข้ากับกระบวนการภายในของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ และไร้รอยตะเข็บซึ่งจะส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น และ รวดเร็ว ขณะที่ต้นทุนลดต่ำลง
         การบูรณาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนและประสานข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรและระหวางองค์กรเป็นไปอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่นิยมใช้กนได้แก่ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (E-bussiness) การแลกเปลื่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Data Interchange-EDI) การส่งจดหมายทางอิเล็กทรอนิกส์(E-Mail) บาร์โค้ด(Bar Code) การชี้บ่งตําแหน่งด้วยคลื่นความถี่วิทยุ(Radio Frequency IdentificationRFID) อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตซอฟท์แวร์การวางแผนทรัพยากรวิสาหกิจ(Enterprise Resource Planning-ERP) เป็นต้น

Value Chain ห่วงโซ่คุณค่า



การนําระบบสารสนเทศไปใช้ในการจัดการด้าน Supply Chain
- Supply Chain Management คือ การจัดการเชื่อมกิจกรรมต่างๆที่ สัมพันธ์กันระหว่างผู้ผลิต (Supplier)ผู้จัดจําหน่าย (Distributor) และลูกค้า (Customer)กลยุทธ์ทางด้าน Supply Chain นั้นได้แก่ ความพยายามที่จะผูกลูกค้า ผู้ผลิต หรือผู้จัดจําหน่ายกับธุรกิจ เรียกว่า Lock-in Customers หรือ Lock-in Suppliers เพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไปทําธุรกิจกับผ้อื่น (Switching Cost) มีสูงขึ้น