บทที่ 2
E-business infrastructure
การกำหนดคำนิยาม(Definition)
- การกำหนดคำนิยามของคำว่า technology infrastructureนั้น ต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีที่มีผลต่อคุณภาพการบริการแก่ผู้ใช้งานของระบบทั้งในแง่ของ ความเร็ว(Speed) และการตอบสนองต่อ
การร้องขอระบบ (responsiveness)
- การให้บริการ e - business ให้ผ่านมาตรฐานของโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีนั้นต้องกำหนดความสามารถขององค์กรในการแข่งขันทางธุรกิจผ่านการความแตกต่างให้กับตัวเองในตลาด
ความหมาย E-business infrastructure
หมายถึงการรวมกันของฮาร์ดแวร์เช่น Server, Client PC ในองค์กรรวมถึงการใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์เหล่านี้และการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการส่งมอบบริการให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในบริษัทและยังรวมถึงคู่ค้าและลูกค้าของตน ซึ่งคำว่า Infrastructure ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรมทางด้านHardware , Software และ เครือข่าย ที่มีอยู่ในบริษัทด้วย และท้ายที่สุด ยังรวมไปถึง กระบวนการในการนำเข้าข้อมูลและเอกสารเข้าสู่ระบบE-business ด้วย
Internet technology
Internet ช่วยให้การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องที่เชื่อมต่อทั่ว โลก แต่ในการถ่ายโอนข้อมูลนั้นไร้รอยต่อของวิธีการเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การร้องขอข้อมูลจะถูกส่งจากคอมพิวเตอร์ไคลเอนต์และอปุกรณ์มือถือที่มีผู้ใช้ร้องขอการบริการให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจและโฮสต์ที่ส่งมอบการบริการในการตอบสนองต่อการร้องขอ ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงเป็นระบบเขนาดใหญ่ในรูปแบบ Client /Server
Intranet applications
- อินทราเน็ตถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับการขายในด้านธุรกิจ e - commerce โดยเน้นทำงานจากฝ่ายการตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของsupply-chain management โดยการตลาดเครือข่ายอินทราเน็ตมีข้อได้เปรียบ
Extranet applications
- เอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลโดยควบคุมจากภายนอกองค์กร สำหรับธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง
- การประยุกต์ใช้เอ็กซ์ทราเน็ตโปรแกรมนั้น ข้อมูลซอฟต์แวร์จะจำกัด การเข้าถึงของ บริษัท โดยแสดงข้อมูลภายในให้กับผู้ใช้ภายนอกเช่น ลูกค้าและซัพพลายเออ สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และมักจะมีความสามารถในการสั่ง ซื้อสินค้าและบริการตรวจสอบสถานะการสั่งซื่อบริการลูกค้าร้องขอได้มากขึ้น
- เช่น www.ifrazone.com เหมาะกับธุรกิจแบบ B2B
Web technology
- คำว่า World Wide Web, หรือเรียกสั้นๆว่า ‘web’ คือขั้นตอนมาตรฐานในการแลกเปลื่ยนข้อมูล ข้อมูลสาธารณะบนโลกอินเทอร์เน็ตโดยรูปแบบเอกสารพื้นฐานคือ HTML (Hypertext MarkupLanguage)
- หรือ การบริการหนึ่งในรูปแบบต่างๆของการให้บริการของอินเตอร์เน็ตสำหรับผู้พัฒนาเว็บหรือผู้ที่ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อสื่อสารผ่านเว็บ หรือ อินเตอร์เน็ต แล้วจะต้องรู้และเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับโปรโตคอล (Protocal) - มาตรฐานในการรับส่งข้อมูล
ความรู้เบื่องต้นการใช้งานอินเทอร์เน็ต LOGO
- โปรโตคอล เป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่ายที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารกันได้อย่าง
ถูกต้อง และราบรื่นมากที่สุด
- การใช้บริการเว็บจะทำงานภายใต้ โปรโตคอล HTTP
- โดยโปรโตคอลจะเป็นตัวกำหนดวิธีการส่งข้อมูลหรือไฟล์ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น Client
และ Server รวมถึงการกำหนด กฏระเบียบในการติดต่อด้วย เราจะใช้โปรแกรมประเภท Browser เป็นตัวช่วยในการติดต่อสื��อสารได้ง่ายขึ้น
อินเทอร์เน็ต หมายถึง ลักษณะของการเช��ือมต่อของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งเล็กและใหญ่จำนวนมากเข้าด้วยกัน โดยมีข้อกำหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อ(โปรโตคอล) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า TCP/IP
เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการที่เก็บเว็บไซต์ (Server) แล้วให้ผู้ใช้ (Client) เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้โดยใช้โพรโทคอล HTTP ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์
browser compatibility
การตรวจสอบเว็บไชต์สามารถรองรับกับการเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Browserได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งเมื่อนักพัฒนาโปรแกรมพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วต้องคำนึงถึง เว็บไชต์นั้นๆ สามารถใช้งานผ่าน browser ต่างๆได้หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยทดสอบ ในเรื่องของ browsercompatibility
Web 1.0
Web 1.0 = Read Only, Static Data with simple markup
Web 1.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านได้อย่างเดียว ( Read-only ) เป็ นเทคโนโลยีที่สามารถที่สามารถแก้ไขข้อมูล หน้าตาของเว็บไซต์ได้เฉพาะผู้ดูแลเว็บไซต์ ( Web master )เป็ นเว็บที่ผู้เข้าเยี่ยมชมไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเว็บดังกล่าวได้ ถือว่าเป็นเว็บรุ่นแรกของเทคโนโลยีเว็บไซต์ส่วนมากจะใช้ภาษา html (Hyper Text Markup Language) เป็นภาษา
สำหรับการพฒันา Web 1.0 นั้นเป็นเรื่องของการที่ผู้ให้บริการนำเสนอข้อมูลให้กับบุคคลทั่วไปโดยทำในลักษณะเดียวกับหนังสือทั่วไป ที่ผู้อ่านมีส่วนร่วมน้อยมากในการเติมแต่งข้อมูล ต่อมาเริ่มมีการนำเอา Java Script และภาษา PHP (Hyper Text preprocessor)มาใช้งาน
Web 2.0
Web 2.0 = Read/Write, Dynamic Data through Web Services
Web 2.0 คือ ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ ( Read-Write ) เป็ นเทคโนโเว็บไซต์ที่พัฒนาต่อจาก web 1.0 เป็นเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บบล็อก วิพีเดียเป็นต้น ซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลมาเกี่ยวข้อกับเทคโนโลยีนี้ด้วย บุคคลทั่วไปคือผู้สร้างเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ จาก Web 2.0 ในเปลือกนัท ทำให้เราเข้าใจว่าในยุคที่ 2 นั้นเป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการสร้างเสริมข้อมูลสารสนเทศ ให้มีคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ดังตัวอย่างที่เป็นสิ่งที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุกอย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละบุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุด และจะถูกมากขึ้น เมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาตามระยะเวลายาวนาน
Web 3.0
Web 3.0 = Read/Write/Relate, Data with structured Metadata + managed identity
Web 3.0 เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆ ให้อยู่
ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บ
กลายเป็น Semantic Web คือ ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้ว
ให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน โดยข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag หนึ่งโดย
ปริยาย ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูล ความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่าง
เป็นระบบมากขึ้น Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of One คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คน
เดียว หรือ ตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคล เช่น อยากไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ เมื่อค้นข้อมูลแล้วเว็บไซต์จะ
เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะจากสายการบินต่างๆ แพ็กเกจไหนดีที่สุด และนำมาเช็ค กับ
ตารางของผู้ใช้ว่าตารางเวลาตรงกันไหม หรือจะนำไปเช็คกับตารางของเพื่อนที่ญี่ปุ่นใน Social
Network เพื่อนัดเวลาที่ตรงกันเพื่อพบปะทานข้าวร่วมกันก็ได้ ในยุคสื่อดิจิตอล
web 3.0
เว็บ 3.0 ที ได้รับการพัฒนา จะประกอบด้วย
1. AI (Artificial Intelligence)
2. semantic web
3. Automated reasoning
4. semantic wiki
5. ontology language หรือ OWL
Blog มาจากคําเต็มวา่ WeBlog บางคนอ่านว่า We Blog บางคนอ่านวา่ Web Log
Blog คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาเป็นเรืองใดก็ได้ซึ้งข้อมูลประกอบด้วยข้อความ, รูปและลิงค์
การเพิ่มบทความให้กบั blog ที่มีอยู่ เรียกวา่ “blogging”
บทความใน blog เรียกวา่ “posts” หรือ “entries”
บุคคลที่โพสลงใน “entries”เรียกวา่ “blogger
จุดเด่นของ Blog
1. เป็ นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อกและผู้อ่านที่
เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน
2. มีความสะดวกและง่ายในการเขียน Blog ทําให้สามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของผู้เขียน blog ได้ง่ายขึ้น
3. Comment จากผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกนบางครั้งทําให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ
Internet Forum
ทําหน้าที่คล้าย bulletin board และ newsgroup
มีการรวบรวมข้อมูลทัวๆไป เช่น เทคโนโลยี, เกม,คอมพิวเตอร์, การเมือง ฯลฯ
ผู้ใช้สามารถโพสหัวข้อลงไปในกระดานได้
ผู้ใช้คนอื่นๆ กสามารถเลือกดูหัวข้อหรือแม้กระทั้งโพสความคิดเห็นของตนเองลงไปได้
Wiki
Wiki อ่านออกเสียง "wicky", "weekee" หรือ"veekee"
สามารถสร้างและแกไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผานทางบราวเซอร์ ่ โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร html เหมือนแต่ก่อน
Wiki เน้นการทําระบบสารานุกรม, HOWTOs ที่รวมองค์ความรู้หลายๆ แขนงเข้าไว้ด้วยกนโดยเฉพาะ
มีเครื)องมือที)ใช้ทํา Wiki หลายอยาง่ เช่น Wikipedia เป็ นต้น
Wikipedia เป็นระบบสารานุกรม(Encyclopedia) สาธารณะที่ทุกคนสามารถใส่ข้อมูลลงไปได้รองรับภาษามากกวา่ 70 ภาษารวมทั้งภาษาไทย
มีการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์วิกิที่สําคัญยิงในการสร้างสารานุกรมที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาร่วมกนสร้างสารานุกรม
ซอฟต์แวร์เพื่อสังคมที่ดีพึงคงคุณลักษณะของการเปิดพื้นที่ให้กับปัจเจกบุคคลในการสื่อต่อสาธารณะโดยมีการควบคุมน้อยที่สุด
เพื่อให้การประมวลสังคมเป็นไปอย่างอิสระปราศจากการครอบงําจากเจ้าของเทคโนโลยีให้มากที่สุด
ดังนั้นการสร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสังคมใดๆ พึงตระหนักถึงหลักการเคารพในสิทธิของปัจเจก (individual) ให้มากที)สุดเท่าที่จะทําได
Instant Messaging
เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหวางบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ relative privacy
ตัวอยางเช่น Gtalk , Skype , Meetro , ICQ , Yahoo Messenger , MSN Messenger และAOL Instant Messenger เป็นต้น
Folksonomy
ก่อนหน้าการกำเนิดขึ้นของปัจเจกวิธาน โดยทั่วไปแล้ว ได้มีการจัดกลุ่มการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยทัวไปมี ) 3 แบบ คือ
- ค้นหาในเนื อความ (Text Search)
- เรียงเนื อหาตามลําดับเวลา (Chronological)
- แยกตามกล่มประเภท (Category, Classification)
ค้นหาในเนื้อความ (Text Search)
- ตัวอยางเช่น Google ที่ก่อตังโดย Sergery Brin และ Larry Page
- ได้ออกแบบเพื อจัดอันดับความสําคัญของเว็บโดยคํานวณจากการนับ Link จากเว็บอื นที ชี มาที เว็บ
หนึ่ง ๆ
- เป็นที่น่าติดตามวาจะมีเทคนิควิธีในการค้นหาข้อมูลใหม่ๆ
ปัญหาที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต มีดังต่อไปนี้
- เนื้อหามีปริมาณเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วรายวัน
- การค้นหาข้อมูลที่ตรงตามความต้องการมากที่สุดทําได้ยาก เนื่องจากเนื้ อหาที่มีจํานวนมาก
- การค้นหาข้อมูลเฉพาะด้านที่ขึ้นกบความสนใจของผู้ทําการค้นไม่ตรงจุด
- ข้อมูลที่ พบอาจจะขาดความน่าเชื่ อถือ
Networking standards
ในส่วนนีจะกล่าวถึง Internet Standard เป็นขบวนการที่เกี่ยวข้องกับทุกๆ protocol & procedure และระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่ใช้ในระบบอินเตอร์เน็ต ไม่จําเป็นว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของ TCP/IP protocol หรือไม่ในกรณีของหลายๆ protocol จะถูกพัฒนาและทําให้เป็ นมาตราฐานด้วยองค์กรที่ไม่ใช่เป็นองค์กรของอินเตอร์เน็ต (non-Internet organizations) แต่อยางไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว the Internet Standards Process กจะถูกทําให้เป็น application ของ โปรโตคอลและ procedure ของ Internet context ไม่
ใช่วาเพื่อระบุให้ โปรโตคอลของมันเอง
TCP/IP
- ข้อตกลงในการควบคุมการรับส่งข้อมูล และ internet หรือ protocol ของระบบ internet Transmission ControlProtocol/InternetProtocol
- โปรโตคอล TCP/IP เป็ นชื่อเรียกของชุดโปรโตคอลที่สําคัญ มีการใช้งานกันอย่าง แพร่หลายตามการขยายตัวของอินเตอร์เน็ต/อินทราเน็ต ความจริงแล้วโปรโตคอลTCP/IP เป็นกลุ่มของโปรโตคอลหลายตัวที่ประกอบกันเป็นชุดให้ใช้งานโดยมีคําเต็มวาTransmission ControlProtocol/Internet Protocol ซึ่งจากชื่อเต็มทําให้ เราเห็นวาอย่างน้อยก็มีโปรโตคอลประกอบกันทํางานร่วมกน2 โปรโตคอลคือTCPและ IP
- โปรโตคอลที่มีบทบาทสําคัญในการทํางานในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คือInternet Protocol (โปรโตคอล IP) เนื)องจาก เมื่อโปรโตคอลอื่น ๆ ต้องการส่งผานข้อมูลข้ามเครือข่ายในอินเตอร์เน็ตนั้น จะต้องอาศัยการผนึกข้อมูล (encapsulation) ไปกับโปรโตคอล IP ที่มีกลไกการระบุเส้นทาง (route service) ผ่าน Gateway หรือ Router เนื่องจากกลไกการระบุเส้นทาง จะทํางานที่โปรโตคอล IPเท่านั้น และด้วยเหตุนี้เราจึงเรียก IP ว่าเป็นโปรโตคอลที่มีความสามารถระบุเส้นทางการส่งผ่านของข้อมูลได้ (routable)
The HTTP protocol
- HTTP มาจากคําวา Hypertext TransferProtocol ซึ่งเป็น protocol ที่ใช้ในการส่งเดต้าต่าง ๆ ในโลกของ WorldWideWeb. เดต้าต่าง ๆ เหล่านี โดยทั่วไปมักจะถูกเรียกว่า Resource โดย Resource เหล่านีอาจจะ
เป็นไฟล์ เช่น HTML ไฟล์, imageไฟล์ หรือคําสั่งต่าง ๆ (QueryString)
HTTP เป็ น network protocol ที)ใช้หลักการของ client-server model ในการติดต่อสื)อสารซึ)ง
หลักการทํางานอยางคร ่ ่าว ๆ มีดังนี
1. HTTP Client จะทําการสร้างคอนเนคชั่นไปหา HTTP Server ซึ่งโดยทั่วไปจะผ่านทาง socket ของ TCP/IP
2. หลังจากนั น HTTP Client จะทําการส่งคําสั่ง (request) ซึ่งอยูในรูปของ message ไปให้ HTTP
Server เพื่อทวงถามถึง resource ที่ต้องการ
3. HTTP Server จะทําการตีความคําสังที่ได้และส่งผล (response) ซึ่งเป็ น resource ที่ HTTP
Client ต้องการกลับมาผลที่ส่งกลับมาจะเป็นลักษณะของ message คล้ายกับ requet ของ HTTP
Client ที่ส่งมาให้ HTTP Server)
4. หลังจากที่การส่ง response เสร็จสิ น, HTTP Server จะทําการปิดคอนเนคชันที่มาจาก HTTP Client
5. ในกรณีที่ HTTP Client ต้องการ resource อื่น ๆ, HTTP Client จะต้องทําการสร้างคอนเนคชั่นใหม่และส่งคําสั่งไปหา HTTP Server อีกครัง จากหลักการข้างต้นจะเห็นวาการติดต่อสื่อสารระหว่าง Client และ Server จะเป็นลักษณะครั้งต่อครั้ง ในทาง network เราเรียกการติดต่อสื่อสารแบบนี้ว่า่Stateless Protocol
Uniform resource locators (URLs)
คือตัวระบุแหล่งทรัพยากรสากล (URI) ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้สําหรับระบุแหล่งที่อยู่ของทรัพยากรที่ต้องการ และมีกลไกบางอย่างสําหรับดึงข้อมูลทรัพยากรนั้นมา ในการใช้ในเอกสารทางเทคนิคและการอภิปรายทั่วไป มักจะใช้ยูอาร์แอลแทนความหมายที่คล้ายกับยูอาร์ไอซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องและอาจทําให้เกิดความสับสน ในภาษาพูดทั่วไป ยูอาร์แอลอาจหมายถึงที่ อยู่บนเว็บ หรือ ที่ อยู่อินเทอร์เน็ต ได้ ซึ่งปกติแล้วเรามักพิมพ์ยูอาร์แอลในแถบที่อยูของ เว็บเบราว์เซอร์เพื่อเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์
Domain names
คือ ชื่อเว็บไซต์ (www.yourdomain.com) ที่สามารถเป็นเจ้าของ ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น เพื่อการเรียกหาเว็บไซต์ที่ต้องการ “ชื่อเว็บไซต์” คือ สิ่งแรกที่แสดง หรือ ประกาศความมีตัวตนบนอินเตอร์เน็ตให้คนทั่วไปได้รู้จัก สามารถมีได้ชื่อเดียวในโลกเท่านัน เช่น www.gict.co.th เมื่อผู้ใช้กรอกชื่อลงไปในช่อง Address ของ Internet Explorer กจะส่งชื่อไปร้องถามจากเครื่องแปลชื่อโดเมน (DomainName Server) และได้รับกลับมาเป็นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol) แล้วส่งคําร้องไปให้กับเครื่องปลายทางตามไอพีแอดเดรสและได้ข้อมูลกลับมาตามรูปแบบที่ร้องขอไป
ข้อควรร้ก่อนจดโดเมน
ความยาวของชื่อ Domain ตังได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร
- Domain ต้องจดในชื)อของเราเท่านัน Domain Ownership
- ถ้าเป็ น Domain ของบริษัท พยายามจดภายใต้ชื)อบริษัท อยาจดด้วยชื)อ ่พนักงาน IT
- ข้อมูลที)สําคัญที)สุดของ Domain คือ Owner Detail
- ใช้อีเมล์ที่จะอยู่กับเราตลอดไปในการจดโดเมนซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ติดต่อกับเราเรียกว่า Registrant E-mail
- บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ Domain ของเราไว้ให้ดี วันหมดอายุ ผู้ติดต่อ และอื่น ๆ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น